|
เขียนโดย man@dmin
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2009 เวลา 23:59 น. |
|
การตีระฆังเรือบอกเวลา การตีระฆังเรือบอกเวลากระทำทุกครึ่งชั่วโมง และตีสูงสุดเพียง ๘ ทีเท่านั้น โดยจัดตีเป็นคู่ ๔ คู่ ทุกครั้งที่นาฬิกาบอกเวลาชั่วโมง ระฆังเรือจะตีคู่และทุกครึ่งชั่วโมง ระฆังเรือจะตีจำนวนขอน การตี ๑ ทีนั้นเริ่มเวลา ๐๐๓๐ ฉะนั้นในวันหนึ่ง ๆ ระฆังเรือจะตีบอกเวลากลับไปกลับมา ๖ รอบด้วยกัน ประเพณีในเรื่องนี้จะมีมาอย่างไร ยังไม่พบเรื่องแสดงไว้เป็นหลักฐานแน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานเอาว่า ในสมัยก่อนการเข้ายามของชาวเรือเข้าครั้งละ ๔ ชั่วโมง คือเริ่มตั้งแต่ระฆังตี ๘ ที จนถึงระฆังตี ๘ ที เพื่อไม่ให้ต้องจดจำมาก ก็ให้จำไว้แต่เพียงว่าจะมีการเปลี่ยนยามทุก ๆ ครั้งที่ระฆังตี ๘ ที และระฆังที่ตีเพิ่มขึ้นแต่ละครั้งนั้นหมายความว่าเวลาที่ล่วงไปทุกครึ่งชั่วโมง ในสมัยนั้นใช้นาฬิกาทรายทุกครั้งที่ทรายไหลหมดเป็นเวลาชั่วโมง ยามจะต้องคว่ำนาฬิกาทรายกลับในทางตรงกันข้าม พร้อมกับตีระฆัง ๑ ที เพื่อแสดงว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ดังนั้น เวลา ๑ ชั่วโมงที่ต้องเข้ายามจึงข้องคว่ำนาฬิกาทราย ๘ ครั้ง จึงตีระฆังทั้งสิ้น ๘ ทีในการเข้ายาม ๑ ผลัด การเข้ายามผลัดละ ๔ ชั่วโมงนี้แม้ในสมัยปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่สำหรับนายทหารยามเรือเดิน แต่มีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมขึ้น
นอกจากนั้นก็มีเรื่องเล่ากันว่าการตีระฆัง ๘ ทีนี้เป็นการแสดงความเคารพเทพเจ้าทั้ง ๘ องค์ ซึ่งประจำอยู่ ๘ ทิศ เทพเจ้าทั้ง ๘ องค์นี้มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามศาสนาและประเพณีของฝรั่ง เช่น Jupiter; Mar Venus ฯลฯ ซึ่งต่อมาได้เอามาตั้งเป็นชื่อของดวงดาวโดยถือว่าเทพเจ้าแต่ละองค์ประจำดวงดาวนั้น ๆ และก็มีนิทานท้ายเรือเล่าประกอบกันอยู่อีกหลายเรื่องด้วยกัน เช่นเล่าว่าทุกปีจะต้องส่งมนุษย์ไปสังเวยแก่มังกรไฟซึ่งเป็นเจ้าทะเลอยู่ในขณะนั้น โดยมังกรไฟจะขึ้นมาเลือกคนเอาเอง เมื่อถึงกำหนดเจ้าเมืองจะจัดเรือส่งไปหนึ่งลำ เมื่อเรือไปถึงถ้ำมังกรไฟได้ทำพิธีเชิญมังกรไฟขึ้นมา มังกรไฟได้เลือกเอาตัวนายเรือลำนั้น นายเรือลำนั้นจึงขอผลัดไว้ว่าจะยอมให้กินเมื่อระฆังตี ๙ ที มังกรไฟก็ยอมและลงไปคอยอยู่ในถ้ำใต้บาดาล นายเรือผู้นั้นจึงคิดเปลี่ยนการตีระฆังเรือมาตีอย่างมาก ๘ ที ตั้งแต่นั้นมามังกรไฟจึงต้องนอนคอยจนกระทั่งบัดนี้
นอกจากนี้ยังมีนิทานท้ายเรือเรื่องผีเสื้อสมุทรเกาะร้างกลางทะเลและอื่น ๆ อีกหลายเรื่องแต่ละเรื่องมีเนื้อหาในการเล่าคล้าย ๆ กัน จบด้วยการที่ไม่ตีระฆังเกิด ๘ ทีนั้น ก็เพราะความเปลี่ยนใจของนายเรือเป็นต้นเหตุนิทานท้ายเรือนั้น เป็นเรื่องที่จะเชื่อได้หรือไม่เพียงไรขอให้อยู่ในดุลพินิจของท่านเองเพราะบางครั้งคนโบราณก็คิดสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ขึ้นมาแต่เกรงคนจะหลงลืม เช่น เล่าเรื่องนกยูงว่าจะออกจากรัง ก็สวดมนต์กลับมาก็สวดมนต์ จึงแคล้วคลาดอันตราย วันหนึ่งนกยูงลืมสวดมนต์จึงได้รับอันตราย ดังได้กล่าวไว้ในโมระปริตสูตร จุดสำคัญก็เพื่อจะให้จำมนต์บทนั้นได้ดังนี้ เป็นต้นอย่างไรก็ดีประเพณีการตีระฆังเรือ ๘ ทีนี้ ได้ถือเป็นประเพณีทั่วกันเว้นแต่ในราชนาวีอังกฤษได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คือระฆังจะตี ๑ ทีแทน ๕ ที เมื่อเวลา ๑๘๓๐ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากก่อการกำเริบที่โนร. เนื่องจากเสียงระฆังเรือ ๕ ที เมื่อเวลากลับนั้นเป็นสัญญาณในการลงมือก่อการกำเริบ ซึ่งได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๔๐ นอกจากนั้นราชนาวีอังกฤษในเวลากลางคืน เมื่อถึงเวลา ๕ นาทีจะเปลี่ยนยาม ระฆังเรือจะตีเบา ๆ ๑ ที (Little one Bell) เพื่อเป็นการแสดงว่าให้ยามใหม่มาเข้าแถวรวมกัน คำว่า Little one Bell จึงเป็นภาษาที่ใช้เรียกผู้ที่ชอบมารับยามช้าจนติดนิสัยอีกด้วย ในราชนาวีองกฤษยังมีประเพณีเก่าแก่ในการให้นายทหารอายุน้อยที่สุดตีระฆัง ๑๖ ที เมื่อเวลาเย็นวันจะขึ้นปีใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากประเพณีของชาวโรมันในการลดยศและตำแหน่งเมื่อเปิดพิธีตรุษ
Trackback(0)
 |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2009 เวลา 00:31 น. |