Home

:: แบบสอบถาม 34

เมื่อเว็บรุ่น 34 เปลี่ยนไป
 

:: สถิติ

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 140866

:: Watch Agent

JoomlaWatch Stats 1.2.9 by Matej Koval


๒๙ มิถุนายน วันบริพัตร วันคล้ายวันประสูติ จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ฯ พิมพ์
วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2008 เวลา 13:30 น.

เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์วันที่ ๒๙ มิถุนายน ของทุก ๆ ปี เป็นวันคล้ายวันประสูติ จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ และรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ทหารเรือทุกคนขอได้ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงวางรากฐานแห่งความเจริญด้านต่าง ๆ ให้กับทหารเรือจนถึงปัจจุบันในปัจจุบัน

พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาธิการทหารบก เสนาบดี กระทรวงกลาโหม เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และองค์อภิรัฐมนตรี ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหาร ราชการแผ่นดินของประเทศไทย นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติงานในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และผู้รักษาพระนครทุกครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศ หรือมิได้ประทับอยู่ในพระนครเป็นเวลาหลายวันอีกด้วย ฉะนั้นในระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือเป็นเวลาประมาณ ๑๗ ปี พระองค์ได้ทรงวางรากฐานแห่งความเจริญ ด้านต่าง ๆ ให้ ทร.ในปัจจุบัน เช่น การจัดระเบียบราชการใน ทร. การจัดทำข้อบังคับสำหรับทหารเรือ การจัดตั้งโรงเรียนนายเรือ สร้างอู่ต่อเรือ จัดให้มีพระธรรมนูญศาลทหารเรือและกรมพระธรรมนูญทหารเรือ ปรับปรุงการสหโภชน์และตั้งโรงเรียนสูทกรรม กองดุริยาค์ทหารเรือ ตั้งคลังแสงทหารเรือ ปรับปรุงการแพทย์ทหารเรือให้เจริญ สนับสนุนการก่อตั้งราชนาวิกสภา กำหนด รูปแบบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธี ปรับปรุงเห่เรือ และสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นใหม่ เป็นต้น

พระประวัติย่อมีดังนี้

*   จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้น ราชสกุล บริพัตร) ประสูติเมื่อวันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2524 ปีมะเส็ง  จุลศักราช 1243 ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 33 ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ เป็นพระเชษฐภคนีร่วมพระชนนีเพียงพระองค์เดียว

การศึกษา

*    เมื่อ ทรงเจริญพระชันษาได้ 8 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาตามแบบอย่างของพระราชกุมารและพระราชกุมารีในสมัยนั้น โดยทรงศึกษาวิชาภาษาไทย ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และวิชาภาษาอังกฤษกับ นาย โรเบิร์ด มอแรนด์ (ปริญญา เอ็ม.เอ.ออกฟอร์ด) ที่โรงเรียนพระราชกุมารในพระบรมมหาราชวังร่วมกับบรรดาพระราชกุมาร พระราชกุมารี และเจ้านายพระองค์อื่น ๆ
*    จนเมื่อมีพระชนม์ได้ 13 พรรษา จึงได้มีการปพระราชพิธีโสกันต์ ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งถือกันว่าได้ผ่านพ้นวัยของพระราชกุมารแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อในยุโรป ในตอนแรกได้ทรงเข้าร่วมสถานที่ประทับ และทรงรับการศึกษาร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ที่ตำบลแอสคอท มณฑลเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ในสำนักของนายแบร์ซิล ทอมสัน และต่อมาในสำนักของ พันตรี ซี วี ฮูย์ม ที่ตำบลแคมเบอร์ลี มณฑลเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ตามลำดับทรงศึกษาวิชาเบื้องต้นที่จะต้องทรงศึกษาพร้อมกับธรรมเนียมและกีฬา ของชาวยุโรปนานถึง 2 ปี รวมทั้งพระองค์ได้ทดลองศึกษาภาษาเยอรมันดู ปรากฎว่าทรงภาษาได้ดีแม้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงศึกษาต่อในวิชาการทหารที่ประเทศเยอรมนี
โดยที่พระองค์เป้นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ การจะเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่ามีการเรียนที่เข้มงวดและฝึกหัดภาคสนามหนักมากที่สุดของยุโรป เช่นนี้จึงทำให้ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Kaiser Wilnelm 2) ก่อน และต้องได้รับหนังสือยินยอมจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีก ด้วย หลังจากที่ได้รับคำรับรองดังที่กล่าวแล้ว พระองค์จึงทรงย้ายจากประเทศอังกฤษ ไปเข้าศึกษาที่ดรงเรียนนายร้อยชั้นประถมเยอรมัน ที่เมืองปอร์ตสดัม (The Cadet School, Potsdam) เมื่อโรงเรียนจัดให้สอบและปิดภาคแล้ว บรรดาครู อาจารย์ และผู้บังคับการโรงเรียนจึงเห็นพ้องกันว่าทรงเรียนได้รวดเร็ว มีความจำเป็นเลิศเกินกว่านักเรียนนายร้อยชาวเยอรมันมาก จึงได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนชั้น อุนเตอร์ เซกุนเด้ (Unter Sekunde) ดรงเรียนนายร้อยมัยมคาเดต (Chief Cadet School) ที่เมื่อโกรส ลิสเตอร์เฟลเด้ (Grooss Lichterfelde) กรุงเบอร์ลิน แทน
*    ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้า ทำให้พระองค์เข้าร่วมในกิจกรรมตามหลักสูตรและเรียนทันพระสหายที่เรียนมาตาม ลำดับชั้นได้อย่างไม่บกพร่อง โดยสอบไล่ได้เป็น ปอตเอเปแฟนริช (Portepeefmhnrich) นักเรียนว่าที่นายร้อย และเข้าศึกษาในชั้นเซเลคต้า (Selekta) และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทรงจบการศึกษาสอบเป็นนายทหารด้วยคะแนนดีมาก ทรงได้พระราชทานยส Fmhnrich นายร้อยตรี ในปี พ.ศ.2444 ในโอกาสนี้ กองทัพบกไทย ได้ขอพระราชทานยศร้อยตรี กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ถวายแด่พระองค์ด้วย
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทรงเข้ารับราชการในกองทัพบกเยอรมนี และเพื่อให้พระองค์มีโอกาสศึกษาประเพณีต่าง ๆ ในราชสำนักปรัสเซียอย่างใกล้ชิด สมเด็จพระจักรพรรดิ์ไกเซอร์ ฯ จึงทรงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ร.ศ.118 ให้บรรจุพระองค์เข้าประจำกองร้อยที่ 11 กรมทหารรักษาพระองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระนางเจ้าเอากุสต้า พระบรมราชชนนี ระหว่างที่ทรงรับราชการอยู่นี้ทรงเห็นว่าการศึกษาที่ผ่านมายังไม่พอกับที่จะ ทรงนำมาใช้ในประเทศ จึงทรงสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยการสงคราม (Academic of War)
ในช่วงที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการสงครามนั้น พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโท เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2444 และจบหลักสูตรในเดือนสิงหาคม ด้วยระดับคะแนนยอดเยี่ยม ทรงได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยการสงคราม ครีกล์ ซูเล่ (Kriegs Schule) แห่งเมื่อคัสเซล ZKassel) และยังได้รับประกาศนียบัตรชมเชยเป็นพิเศษจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ไกเซอร์ ฯ เป็นพิเศษอีกด้วย
*     เดือนตุลาคม พ.ศ.2444 สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ ฯทรงลาพักและเสด็จกลับประเทศ จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2545 พระองค์จึงเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศเยอรมนีอักครั้งหนึ่ง
*     ในการกลับมาทรงศึกษาในครั้งที่ 2 นี้ ก็เพื่อเร่งรัดให้ทรงเรียนวิชาการที่สำคัญ ๆ ให้เสร็จภายใน 1 ปี ทรงเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ดังนี้

  1. โรงเรียนแม่นปืน เมืองสะบันเดา หลักสูตรสำหรับนายทหารชั้นนายพัน
  2. โรงเรียนปืนใหญ่ เมืองยีเตอร์บอร์ด หลักสูตรสำหรับนายทหารชั้นนายพล
  3. วิทยาลัยการสงคราม หลักสูตรการยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ตลอดจนร่วมสมทบการฝึกหัดนำทับในสนามรบ
  4. เข้า ร่วมฟังการบรรยายที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน 1 ภาคการศึกษา เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การปกครอง ธรรมเนียมระหว่างประเทศ และวิธีปกครองอาณานิคม

*    ในระหว่างนั้นยังทรงเข้ารับราชการในกรมทหารรักษาพระองค์ที่ 4 และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2446 ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก เมื่อรวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศแล้วนับว้านานมากถึง 9 ปี ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะปรับปรุงกองทัพบก ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ ฯ จึงทรงลาออกจากตำแหน่งนายทหารกองทัพบกเยอรมนี และเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิ์ไกเซอร์ ฯ ทูลลากลับประเทศไทย


การทรงงาน


พระองค์ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบกได้ไม่ทันครบปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงษ์วรเดช กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เนื่องจากทรงพระประชวร
ด้วย พระราชดำริของพระราชบิดาที่ว่า “... เห็นว่าส่วนการปกครองกรมยังหาเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ จะให้แต่ผู้รู้วิชาการเดินเรือจัดการปกครองทั่วไป ก็จะยังไม่เป็นการเรียบร้อยตลอดไปได้ จึงเห็นควรว่าจะให้มีผู้บัญชาการจัดการปกครองกรมให้ลงระเบียบเรียบร้อย ราชการทหารเรือจึงจะดำเนินไปได้ เห็นว่าชายบริพัตรมีสติปัญญาแลความเพียรมั่นคงอยู่จึงตั้งให้เป็นผู้ บัญชาการกรมทหารเรือ …..” พระองค์ทรงอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาเกือบ 7 ปี ซึ่งพระองค์ได้ทรงบุกเบิกและวางรากฐานแห่งความเจริญด้านต่าง ๆ ให้ ทร. ในปัจจุบัน ดังนี้
พระราชกรณียกิจในขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ (พ.ศ. 2447 - พ.ศ. 2453)
1. การจัดระเบียบราชการใน ทร. ให้รัดกุม โดยจัดแบ่งส่วนราชการเป็น กรมบัญชาการกลาง มีผู้บัญชาการกรมทหารเรือเป็นประธาน มีหน้าที่รับผิดชอบงานราชการซึ่งเกี่ยวข้องกับกรมทหารเรือทั่วไป
2. การสมัครสมานสามัคคีระหว่างทหารเรือรุ่นเก่าและทหารเรือรุ่นใหม่ เพื่อประสานรอยร้าวที่ได้รับการศึกษาแบบเก่า และแบบสมัยใหม่
3. การจัดทำข้อบังคับสำหรับทหารเรือ ทรงจัดทำข้อบังคับทหารเรือ (ข.ท.ร.) ข้อบังคับหน้าที่ราชการเรือ (ข.น.ร.) และข้อบังคับหน้าที่ราชการกลจักร (ข.น.จ.) ขึ้นใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติราชการสืบมาจนถึงทุกวันนี้
4. จัดระเบียบเกี่ยวกับการเงิน โดยมีการแต่งตั้งกรรมการตรวจเงินและควบคุมเงิน รวมทั้งให้มีการกำหนดอัตราเงินเดือนข้าราชการทหารเรือ ทั้งในและต่างประเทศขึ้นไว้เป็นหลักฐานด้วย
5. เปลี่ยนยศข้าราชการกรมทหารเรือ แผนกผู้ช่วยรบ เนื่องจากประกาศลำดับยศข้าราชการกรมทหารเรือแผนกผู้ช่วยรบ เมื่อ พ.ศ. 2447 มีความสับสน โดยใช้ตำแหน่งเป็นยศ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงได้เปลี่ยนใช้แบบเดียวกับราชการแผนกรบ
6. กำหนดระยะเวลาและวิธีรับคนเข้าราชการในกรมทหารเรือ เนื่องจากมีผู้หนีราชการเป็นจำนวนมาก เมื่อถูกเกณฑ์เข้ารับราชการ
7. การจัดตั้งโรงเรียนนายเรือ พระองค์ทรงริเริ่มร่วมกับเสด็จในกรมหลวงชุมพร รองผู้บัญชาการทหารเรือและพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
8. สร้างอู่ต่อเรือ อู่ต่อเรือนี้ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบัน
9. วางแบบแผนการยิงสลุต โดยร่างข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต พ.ศ. 2449
10. กำหนดเครื่องแต่งตัวทหารเรือ ได้ร่างพระราชกำหนดเครื่องแต่งตัวทหารเรือ ร.ศ. 124 และได้ประกาศใช้ราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450 ตามที่ พลเรือตรี กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงเสนอ
11. จัดให้มีพระธรรมนูญศาลทหารเรือและกรมพระธรรมนูญทหารเรือ เพื่อดูแลงานด้านเกี่ยวกับกฎหมายและคำสั่งต่าง ๆ
12. ปรับปรุงการสหโภชน์และจัดตั้งโรงเรียนสูทกรรม เพื่อให้ทหารรู้จักการปรุงอาหาร การจัดโต๊ะและมารยาทในการเสริฟทั้งอาหารไทยและฝรั่ง
13. กองดุริยางค์ทหารเรือ ทรงโปรดการดนตรีไทยและดนตรีสากล ได้ทรงสนพระทัยกองแตรวงทหารเรือ ตั้งแต่แรกเริ่ม ทรงควบคุมการฝึกซ้อม ทรงพระนิพนธ์เพลงให้กองแตรวงฝึกจนมีความสามารถ ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นกองดุริยางค์ทหารเรือในปัจจุบัน
14. จัดทำโครงสร้างกำลังทหารเรือ ทรงจัดทำโครงสร้างกำลังพลทางเรือ ร่วม กับพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ ฯ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือและโครงการนี้ได้บรรลุผลสำเร็จ ในสมัยทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
15. สนับสนุนความก้าวหน้าและเพิ่มพูนรายได้ของผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนและสอบเพื่อแสดงความรู้ของตนเอง
พระราชกรณียกิจในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ (11 ธันวาคม พ.ศ. 2453 - 18 มิถุนายน พ.ศ. 2463)
พระองค์ทรงอาศัยหลักการเดิมที่ทรงวางไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระกรณียกิจที่สำคัญในตำแหน่งนี้พอประมาณได้พอสังเขป ดังนี้
1. ทำการสำรวจและจัดทำแผนที่น่านน้ำสยามขึ้นใหม่ โดยทรงมอบให้กองแผนที่ทางทะเลเป็นผู้สำรวจ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กองอุทกศาสตร์ ในปี พ . ศ . 2458 และเป็นกรมอุทกศาสตร์ ในปี พ . ศ . 2464
2. ตั้งคลังแสงทหารเรือ ทรงตั้งคลังแสงทหารเรือขึ้นที่บางนา จ . สมุทรปราการ ต่อมาเรียกว่า กรมสรรพาวุธทหารเรือ
3. ให้มีกฎข้อบังคับการปฏิบัติในเวลาสงครามไว้ใช้ในกระทรวงทหารเรือ ขณะที่กำลังเกิดสงครามในยุโรป (ก.ย. – ต.ค. 2457) ทรงให้กรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม ร่างกฎว่าด้วยการใช้ธรรมนิยมกฎหมายนานาประเทศในเวลาเกิดสงครามขึ้น
4. ทรงเสริมสร้างแสนยานุภาพของกองทัพเรือ นอกจากการสั่งสร้างเรือรบจากต่างประเทศ เข้าประจำการในกองทัพเรือเป็นจำนวนมากแล้ว ยังได้ทรงร่วมกับเสด็จในกรมหลวงชุมพร ดำเนินการฝึก – ศึกษาของทหารเรือไทยทุกระดับให้มีสมรรถภาพ สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ทันความเจริญก้าวหน้าวิทยาการทหารเรือและ อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ รวมทั้งการส่งนายทหารเรือไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
5. พระกรณียกิจในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อประเทศไทยประกาศสงครามร่วมด้วยนั้น ทรงบัญชาการให้เจ้าหน้าที่ทหารเรือ (กรมชุมพลทหารเรือ) ทำการยึดเรือ และจับกุมเชลยศึกเยอรมนีจนเป็นที่เรียบร้อย
6. ปรับปรุงการแพทย์ทหารเรือให้เจริญ ได้สร้างตึก 6 หลัง ที่ปากคลองมอญ ด้านเหนือตรงข้ามท่าราชวรดิฐ (ที่ตั้งโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพ ในปัจจุบัน) มีการนำยารักษาโรคชนิดใหม่ ๆ เข้ามาใช้
7. สนับสนุนการก่อตั้งราชนาวิกสภา ทรงเห็นชอบให้เริ่มตั้งราชนาวิกสภา แต่งตั้งวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 และเป็นสถานที่พบปะสนทนา โดยมี พลเรือตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นผู้อำนวยการ
8. การจัดตั้งบริษัทพาณิชย์นาวีสยาม ทรงมีดำริให้นำเรือเยอรมันที่กองทัพเรือทำการยึดในระหว่างสงครามโลกมาใช้ให้ เป็นประโยชน์ในการรับ - ส่งสินค้า ในรูปของบริษัท ในพระบรมราชูปถัมภ์ เรียกชื่อว่า บริษัทพาณิชย์นาวีสยามซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบริษัทเดินเรือไทย ในเวลาต่อมา
9. กำหนดรูปแบบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีปรับปรุงเห่เรือ และสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นใหม่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ขอพระราชทานวางริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีซึ่งทรงปรับปรุงใหม่เป็น 5 กระบวน ซึ่งยึดถือปฏิบัติมาถึงปัจจุบัน


พระโอรสและพระธิดา


สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ฯ ทรงเข้าพิธีเสกสมรส รับน้ำพระมหาสังข์กับหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สม ไชยันต์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2446 ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสและพระธิดาหลายองค์ ได้แก่

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธวงษวิจิตร
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานต์มณี
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าน้อง (สิ้นพระชนม์แต่ยังพระเยาว์)
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปรียชาติสุขุมพันธ์ (สิ้นพระชนม์แต่ยังพระเยาว์)
พระโอรสและพระธิดาด้วยหม่อมสมพันธ์ (ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ธิดาพระยาวทัญญวินจฉัยกับหม่อมหลวงชุ่ม อีก 2 องค์ ได้แก่
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์

การ เปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้าตรู่ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ยังมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงไม่เฉพาะกับประชาชนคนไทยทั้งปวง แต่ได้นำซึ่งผลกระทบต่อสมเด็จฯ สมาชิกในราชสกุลบริพัตร และวังบางขุนพรหมอย่างรุนแรง โดยพระองค์ ต้องนิราศจากพระนครไปประทับ ณ ตำหนักประเสนัน ถนนเนลันด์ ตำบลจีประกัน เมืองบันดุง เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย อย่างกะทันหัน จึงเป็นการสิ้นสุดชีวิตรับราชการด้วยความซ้อสัตย์สุจริตลงแล้วเริ่มวิถี ชีวิตใหม่ พระองค์ประทับอยู่ ณ ที่นี้และทรงงานที่โปรดรวมถึงการที่ทรงนิพนธ์เพลงไทยไว้มากถึง 17 เพลง และหลังจากทรงนิพนธ์เพลงที่ดีที่สุดและประทานชื่อเพลงที่กินใจมากบทนี้ว่า “สุดถวิล” แล้วก็ทรงประชวรด้วยพระโรคพระวักกะ พระหทัยซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้พระองค์มีสายพระเนตรมืดมัวลงไม่มาก และในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ในวันที่ 18 มกราคม 2487 รวมพระชันษา 63 ปี ซึ่งเป็นระยะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นไปอย่างรุนแรงที่สุด ดังนี้นพระญาติวงศ์จึงได้บรรจุพระศพไว้ที่สุสานเทศบาล ถนนปันดู จนต่อมาภายหลังสงครามสงบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้อัญเชิญพระศพกลับสู่พระนคร และโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เมื่อได้บำเพ็ญกุศลพระราชกุศลตามพระราชประเพณีแล้ว จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชทานเพลิงพระศพ ณ เมรุท้องสนามหลวงและเด็จไปพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที 10 เมษายน 2493
แม้ พระองค์จะจากไปนานแล้วก็ตาม แต่พระกรณียกิจนานับการอันทรงคุณประโยชน์ แก่ประเทศทั้งในด้านการเมือง การปกครอง การสธารณสุข การทหารและด้านวัฒนธรรม ที่ทรงกระทำแล้วย่อมทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่กล่าวถึงอยู่เสมอ


เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ปฐมจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2434
ภารดรมหาจักรีบรมราชวงศ์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2434
มหาสุราภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่ 1 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2436
นพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2437
มหาวราภรณ์ ช้างเผือก ชั้นที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2444
เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2446
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ม.ป.ร.2 เมื่อปี พ.ศ. 2446
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 จ.ป.ร.1 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ว.ป.ร.1
อัลเบร็คต์ ประเทศแซ็กซันนี เมื่อปี พ.ศ. 2440
เซ็นโอลัฟ ประเทศนอรเวย์ ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2440
เฮาส์ออร์เดน แดร์ทรอยเอ ประเทศบาเดน ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2446
อินทรีย์แดง ประเทศปรัสเซีย ชั้น 1 เอก เมื่อปี พ.ศ. 2448
เซนต์ มอรส ประเทศอิตาลี ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2448
ดันแนบร็อค ประเทศเดนมาร์ก ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2450
เลย็อง คอร์เนอร์ ประเทศฝรั่งเศส ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2450
ปอโลว์เนีย ประเทศญี่ปุ่น ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2451
ไฮน์ริค แดร์ เลอเว ประเทศปรันสวิก ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2452
เลโอโปลด์ ประเทศออสเตรียฮังการี ชั้น 1 เมื่อปี พ.ศ. 2454
มหาปรมาภรณ์ ช้างเผือก ชั้นสูงสุด เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456
เหรียญจักรมาลา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2458
รามาธิบดีชั้นที่ 1 เสนางคบดี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2461
มหาวชิระมงกุฎ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2463
เหรียญบรมราชาภิเศกทอง รัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468
เหรียญรัตนาภรณชั้นที่ 1 รัชกาลที่ 7 ป.ป.ร. เมื่อวันที่ 1 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469

 

ขอบคุณแหล่งที่มา : เว็บไซต์โรงเรียนชุมพลทหารเรือ

 

Trackback(0)
Comments (3)add comment

พรพรรณ วัฑฒนายน said:

0
ชื่นชมพระประวัติสมเด็จเจ้าฟ้า บริพัฒน์สุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพิต
ขอบคุณมากค่ะที่นำพระประวัติพระองค์ท่านมาเผยแพร่ ไม่เคยได้ยินเพลงสุดถวิลมาก่อนเลยค่ะจะกรุณาหามาเผยแพร่ได้ไหมค่ะ เคยทราบแต่เพลงไทยเดิม ที่พระองค์ท่านทรงนิพนธ์ และทรงโปรดมากชื่อเพลง แขกมอญบางขุนพรหม เนื้อเพลงจากเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นเพลงเถาที่ไพเราะมากค่ะ
พรพรรณ
 
กรกฎาคม 05, 2009
Votes: +0

พรพรรณ วัฑฒนายน said:

0
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
ขอความกรุณาช่วยหาเนื้อเพลงสุดถวิลมาให้ชมหน่อยจะเป็นพระคุณอย่างมากค่พ
ป้าแตง
 
กรกฎาคม 06, 2009
Votes: +0

webmaster said:

0
เพลงสุดถวิล
++ แล้วผม จะพยายาม หามาให้นะครับ ป้าแตง ....หายากพอดูเหมือนกันครับ
 
กรกฎาคม 06, 2009
Votes: +0

Write comment

busy
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 01 กรกฏาคม 2009 เวลา 00:16 น.